Home Blog 5 สเต็ปหลัก SEO อยากติดหน้าแรก Google ไว ๆ ต้องรู้

5 สเต็ปหลัก SEO อยากติดหน้าแรก Google ไว ๆ ต้องรู้

by KruBoy ครูบอย

ในโพสต์ที่แล้ว ครูบอยได้แนะนำให้รู้จัก หลักการทำงานของ Google และเหตุผลที่ว่าทำไมต้องทำ SEO กันมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

คงได้เห็นถึงประโยชน์ของมัน และเข้าใจกันดีแล้วใช่มั้ยล่ะครับ ว่าทำไมคนที่ทำเว็บไซต์ทุกคนต้องพูดถึงเรื่อง SEO ให้ได้ยินบ่อย ๆ ก็เพราะมันเป็น 1 ในการทำ Brand visibility บนออนไลน์ที่ขาดไม่ได้นั่นเอง

5 เสต็ปต่อไปนี้ ต้องทำในการทำ SEO 

แต่แค่รู้ว่า SEO คืออะไร รู้ว่าเราทำ SEO ไปเพื่ออะไร และรู้หลักการทำงานของ Google ก็ใช่ว่าเราจะเสกเว็บไซต์ของเราให้ติดหน้าแรกได้ทันที ของแบบนี้มันต้องอาศัยความรู้และความเข้าใจถึงหลักการทำงานของมันด้วย ซึ่งการทำเว็บไซต์ให้ติดหน้าแรก Google นั้นจะว่ายากมันก็ยากอยู่ แต่ถ้าอาศัยความพยายามบวกกับความอดทน และรู้ถึงเคล็ดลับทั้ง 5 ข้อนี้สักหน่อย ผมเชื่อเลยว่ายังไงเว็บไซต์ของเพื่อน ๆ ก็ต้องติดหน้าแรก Google อย่างแน่นอน

1. SEO ก็ต้องมี Content ต้องปัง ฝัง Keyword ลงไปให้เนียน

กระแสการทำเว็บไซต์ตอนนี้เค้ายกให้คอนเทนต์เป็นอันดับหนึ่งในการชูโรงให้ติดอันดับเลยล่ะครับ ถึงกับมีประโยคทองที่เหล่ากูรู โค้ชจริง เทียม ออกมาเลยว่า “Content is King” ซึ่งมันแสดงให้เห็นว่า คอนเทนต์ จึงเป็นปัจจัยสำคัญในการจัดอันดับของ Google เค้าเลยแหละ

คอนเทนต์นั้น ไม่ใช่แค่บทความอย่างเดียว แต่คอนเทนต์ก็คือเนื้อหาทุกอย่างที่เรานำเสนอออกไปนั่นแหละ ไม่ว่าจะเป็นทั้งบทความ รูปภาพ หรือแม้แต่วิดีโอก็ตาม

หลักในการทำ SEO เบื้องต้นก็คือ คอนเทนต์ของเราต้องมี Keyword ลงไป เพื่อให้ Googlebot รู้ว่าเว็บไซต์ของเราเกี่ยวข้องกับอะไร เวลาคนค้นหาคำนี้มันจะได้พามาหาเราถูก เช่น ถ้าเว็บไซต์เราเกี่ยวกับ การทำอาหารไทยให้อร่อย บางหน้าของเว็บไซต์ก็ต้องมี Keyword อย่างพวก อาหารไทย แกงเขียวหวาน ฯลฯ

แต่ก็ไม่ใช่ว่าเราจะใส่แต่ Keyword ลงไปในคอนเทนต์เท่านั้นแล้วก็จบนะครับ เพราะตัวเนื้อหาเองก็ต้องมีประโยชน์กับผู้อ่านด้วย ยิ่งคอนเทนต์ยาว ๆ (Long-Form Content ) ยิ่งดี Google ก็ชอบ เพราะเราจะสามารถบอกเล่ารายละเอียด หรือให้ข้อมูลความรู้ได้ดีกว่าคอนเทนต์สั้น ๆ นี่จึงเป็นอีกปัจจัยนึงที่จะทำเว็บไซต์ให้ติดหน้าแรก Google ได้

Keyword จึงแทบจะเป็นตัวสำคัญที่คุณต้องหาใช้ในนำมาไว้ในเว็บไซต์ให้ถูกต้อง เราสามารถหา Keyword ให้เหมาะสมได้เครื่องมือฟรีๆ จาก GOOGLE ตามลิงก์นี้ >> https://adwords.google.com/KeywordPlanner แต่คุณต้องมีบัญชี Google Adwords ครับ

SEO google keyword planner

2. Mobile Friendly มันไม่พอ ต้อง Mobile First !

จากแต่ก่อนที่สมาร์ทโฟนเพิ่งเริ่มเข้ามาสู่ชีวิตประจำวันของเราทุกคน ทำให้วงการเว็บไซต์เกิดการปรับตัวครั้งใหญ่ เพราะพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป หันมาเข้าเว็บผ่านทางโทรศัพท์กันมากขึ้น ขนาดและรูปร่างหน้าตาสัดส่วนของเว็บไซต์จึงต้องถูกพัฒนาให้เหมาะสมกับหน้าจอมือถือ Google ที่เล็งเห็นถึงความสำคัญตรงนี้ จึงปรับเปลี่ยนอัลกอริทึ่มการทำ SEO ให้ติดหน้าแรก โดยเพิ่มกฎเข้าไปว่า เว็บไซต์ต้อง Mobile Friendly ด้วย เป็นมิตรต่อสมาร์ทโฟน อ่านง่าย เข้าสบาย ไหลลื่น ประมาณนั้น

แต่ในปี 2017 เป็นต้นไปนี้ คำว่า Mobile Friendly มันได้เอ้าท์ไปซะแล้ว เพราะการจะทำเว็บไซต์ให้ติดหน้าแรก Google ได้ไม่ใช่เพียงแค่สามารถเข้าเว็บไซต์ผ่านสมาร์ทโฟนได้ไหลลื่น หรือมองเห็นเมนูต่าง ๆ ชัดเจน แต่เราต้องให้ความสำคัญกับโทรศัพท์มือถือมาเป็นอันดับหนึ่งเลย ทุกอย่างที่ทำบน Desktop ได้ ต้องทำบน Mobile ได้เช่นกัน

ครูบอยแนะนำว่า ถ้ายังพัฒนาเว็บไซต์ให้รองรับ Mobile First ไม่ได้ก็อย่าเพิ่งปล่อยมันออกมา รอให้ทำจนเสร็จสิ้น แน่ใจว่ามันจะพร้อมจริง ๆ ซะก่อน เพราะถ้าฝืนดันทุรังโดยคิดว่าแค่รองรับการเข้าใช้งานจาก Desktop อย่างเดียวจะช่วยให้ติดอันดับในการค้นหาได้ล่ะก็ คุณอาจจะต้องช้ำใจ เพราะ Google จะลากคุณลงไปแทบจะท้ายสุดของผลค้นหาก็เป็นได้

3. ความเร็วของเว็บไซต์ ต้องให้ไวกว่า Fast (& The Furious)

อีกปัจจัยในการทำ SEO ที่จะช่วยให้เว็บไซต์ติดหน้าแรก Google ซึ่งก็คือเรื่องของความเร็วนั่นเอง หรือ ที่เรียกว่า Page Speed นั่นเองครับ ที่ Google   ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ก็เพราะ มันส่งผลโดยตรงต่อประสบการณ์ของผู้ใช้งาน( Mboile User Experiences ) ลองนึกภาพดูสิครับว่าเราอยากจะหาข้อมูลอะไรสักอย่าง เข้า Google ไป กดที่ผลการค้นหาแรกเพราะหวังว่าจะได้ข้อมูลที่ตรงตามความต้องการ แต่กลับต้องเสียเวลาเข้าเว็บไซต์อยู่เป็นนาที แบบนี้คงไม่มีใครยอมรอแน่นอน สิ่งที่จะทำต่อคือ การสวิทช์ไปเว็บไซต์อื่นนั่นเอง

จากผลการศึกษาของ Akamai และ Gomez.com(https://blog.kissmetrics.com/loading-time/ ) พบว่า หากเว็บไซต์หรือเว็บเพจใดโหลดนานเกิน 3 วินาที คนจะเลิกที่จะดูเว็บเพจนั้นต่อเปลี่ยนไปดูเว็บไซต์ที่โหลดเร็วๆ แทน คนสมัยนี้ ยิ่งใจร้อนกันอยู่ เนอะ ครูว่า

ดังนั้น ในการทำเว็บเพจนั้นๆ ให้มีโอกาสติดอันดับต้นๆ ใน Google  เว็บเพจหรือเว็บไซต์นั้น ควรจะโหลดให้ได้ภายใน 3 วินาที ยิ่งโหลดได้ภายใน 2 วินาที ยิ่งดีครับ

นอกจากนี้ Google ยังได้ทำเครื่องมือในทดสอบความเร็ว โดยมีคะแนนเต็ม 100 หากเว็บเพจของคุณโหลดได้รวดเร็วตามที่ Google กำหนด ซึ่งจากที่ครูบอย พยายามหาเว็บไซต์ที่ได้คะแนนเต็ม 100 มีไม่มากนัก ซึ่งจะแสดงคะแนน สำหรับเว็บไซต์แบบดูบนคอมฯและ มือถือ

ลองเช็คดูได้เลยครับ จาก 3 เว็บไซต์แรกที่ติดอันดับบน Google ไม่ว่าจะด้วย Keyword อะไรก็ตาม จะเห็นว่าเว็บเหล่านั้นโหลดได้ไวมากๆ

เครื่องมือทดสอบความเร็วนี้เรียกว่า  PageSpeed Insight เข้าไปใช้ได้ที่ https://developers.google.com/speed/pagespeed/insights/ 

 

SEO Google PageSpeed Insights

SEO Google PageSpeed Insights กดดูเพื่อภาพใหญ่

SEO Google PageSpeed Insights

SEO Google PageSpeed Insights กดดูเพื่อภาพใหญ่

อะไรบ้างที่ทำให้เว็บเราโหลดเร็วขึ้น ก็เช่น การปรับให้ภาพ หรือ วิดีโอ มีขนาดเล็กลง การลดขนาดของ CSS , Java script หากคุณผู้อ่าน ไม่สันทัดคำเทคนิคพวกนี้ อาจจะต้องอาศัย โปรแกรมเมอร์ หรือ พวกนักพัฒนาเว็บไซต์ไว้คอยช่วยเหลือ

แต่เดี๋ยวนี้ การลดขนาดสิ่งที่ครูบอกไว้ ด้วยตัวเองก็ไม่ใช่เรื่องยาก เพราะ หากเว็บไซต์คุณพัฒนาด้วย CMS อย่างพวก WordPress, Magento , Drupal ฯลฯ CMS พวกนี้ มีเครื่องมือไว้ช่วยให้เราลดขนาดไฟล์เองได้ โดยติดตั้ง plugin หรือ Extension ครับ

เพราะฉะนั้นถ้าอยากทำ SEO หรืออยากทำเว็บไซต์ให้ติดหน้าแรก Google ก็ต้องใส่ใจในเรื่องนี้กันด้วยล่ะ

เพิ่มเติมอีกนิด เสต็ป 1- ถือเป็น 1 ในวิธีของการทำ SEO ที่เรียกว่า On-Page Optimization หรือ การปรับแต่งเว็บไซต์เราเอง

4. Backlink ก็สำคัญ ทำยังไงก็ได้ให้เยอะและเหมาะสม

ปัจจัยข้อต่อไปที่จะช่วยเรื่องการทำ SEO ให้ติดหน้าแรกได้ก็คือ Backlink เนี่ยแหละ อย่าเพิ่งงงกันไปว่า Backlink คืออะไร

อธิบายง่าย ๆ Backlink ก็คือ ลิงก์เว็บเพจของเราที่คนเค้าก็อปไปวางหรือแชร์กันนั่นแหละครับ เวลาคนแชร์อะไรหรือเขียนบทความแล้วใช้การอ้างอิงเว็บไซต์เราก็จะแนบลิงก์ไว้ตอนท้ายว่าแปลมาจากอันนี้นะ หาข้อมูลมาจากเว็บนี้นะ ซึ่งตรงนั้นแหละคือ Backlink เช่น หน้าเว็บที่คุณอ่านอยู่ คือ kruboydigital.com/seo-2  ถ้ามีอีกเว็บไซต์เอาลิงก์นี้ ไปไว้ในเว็บเค้า ก็ถือว่ามี Backlink 1 Backlink ฯลฯ

อ่อ การเอาลิงก์ไปไว้ใน Facebook หรือ Social Media อื่นๆ ก็ถือว่าเป็นการ Backlink เช่นกัน

Backlink เยอะแล้วมันดียังไง? มันก็จะทำให้ Google รู้ว่าคอนเทนต์เราหรือเนื้อหาของเว็บไซต์เราได้รับการยอมรับ เป็นที่นิยมจากคนจำนวนมากนะ มันมีประโยชน์จริง ๆ นะ แล้ว Google ก็จะจัดการพาเว็บไซต์ของเราไปสู่อันดับสูง ๆ

ยิ่งจำนวน Backlink มากเท่าไหร่ก็จะยิ่งส่งผลดีต่อการทำคะแนน SEO มากเท่านั้น ซึ่งเราจะทำให้คนแชร์ คนเอาข้อมูลไปใช้ หรือทำ Backlink ให้กับเว็บไซต์เราได้ยังไง มันก็จะวนกลับไปที่ข้อแรก นั่นก็คือ เนื้อหาเราต้องปังและโดนใจ มีประโยชน์จนเค้าอยากแชร์ออกไปยาว ๆ

แต่ทั้งนี้ Backlink หรือ เว็บไซต์ต้องเป็นเว็บไซต์คุณภาพด้วยนะครับ ไม่ใช่พวกเว็บไซต์ หรือ พวกเพจที่ปั้นขึ้นมาเพื่อเพิ่ม Backlink นะครับ อันนั้น เค้าเรียกว่า Link Farm ที Google  จะไม่ชอบเอาด้วยซ้ำ

ในยุคแรกๆ (เป็นยุควัยหนุ่มของครู ด้วย อิอิ) ยุคที่ครูเองได้สัมผัส SEO แบบจริงจัง สิบกว่าปีก่อน ของการทำ SEO พวก Link Farm พวกนี้ เกิดขึ้นเยอะมาก จน Google ต้องออกมากวาดล้าง เว็บไซต์ที่พึ่ง Link Farm พวกนี้ ทั้งแบน ทั้งแขวน หลายเว็บไซต์โดนแบนกันระนาว มาวันนี้ Link Farm พวกนี้ หาไม่ค่อยมีแล้วล่ะครับ

5. อยากติดนาน ต้องเฝ้าดูแบบคงทน

ใช่แล้วครับ เวลาเว็บไซต์เราติดอันดับต้นๆ สำหรับ Keyword ที่ต้องการแล้ว ก็อย่าชะล่าใจ คุณต้องคอยติดตาม คอย Monitor อันดับของคุณสม่ำเสมอ อย่างน้อยก็เดือนละครั้ง ก็ยังดี

รวมทั้งยังต้องคอยส่องดูคู่แข่งที่จะขึ้นมาเขย่า บรรลังก์ของคุณด้วย คอยปรับแต่งให้เว็บไซต์ ใส่ Content ให้ดูน่าอ่าน ขอให้หมั่นป้อนอาหารให้ Googlebot หรือ Google Spider ด้วย Content ใหม่ๆ ไม่ไปก็อปปี้ มาทั้งดุ้น ก็พอให้มั่นใจได้ว่า โอกาสของเว็บคุณจะล่วงผล็อย ลงมาแบบไม่รู้ตัวก็ยากพอสมควร

มาถึงตรงนี้ ครหวังว่า ทุกท่านจะเห็นภาพของการทำ SEO ที่ชัดขึ้น สำหรับท่านที่มีประสบการณ์มาบ้างแล้วกับการทำ SEO ก็ต้องขออภัยที่ไม่ได้เขียนในระดับลงลึกลงไปในส่วนการปรับแต่งต่างๆ

แต่เชื่อว่าสำหรับท่านที่มีเว็บไซต์อยู่แล้ว และต้องการสร้าง Brand Visibility หรือ การมองเห็นแบรนด์บนออนไลน์ แต่ยังไม่ค่อยเข้าใจเรื่อง SEO จะกระจ่างขึ้นเมื่อได้อ่านบทความนี้ครับ

ขอให้สำเร็จทุกท่าน

– ครูบอย –

You may also like

1 comment

Leave a Comment